| Ronachai님의 프로필My Box Office사진블로그리스트 | 도움말 |
My Box OfficeDisneyBoy
|
5월 31일 ฉากๆ หนึ่งของชีวิต ฉากหนึ่งของชีวิต ที่ทำให้รู้สึกว่า ทุกอย่าง มันรุมเร้า เข้ามาแบบ รอบด้าน ปัญหา 108-1009 บางครั้งบาง คราว มันก็อยากที่จะ ออกนอกกรอบ
ความคิดแบบเดิมๆ ที่มันจำเจ ลองออกไปค้นหาชีวิต ที่มันแตกต่าง หรือทำไรที่คนอื่นเค้า ไม่มีโอกาส หรือที่เรียกว่า หนีปัญหานั่นแหละ แต่ใครจะรู้ละ
สิ่งที่คิดจะทำ บางครั้งบางคราว อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนเลยก็ได้ เหมือนที่หลายๆคนเคยเป็นมา (ถ้าได้ลงมือทำนะ)
ก็คงคิดว่า "ไอ้หยุยมันบ้าอีกละ เป็นไรของมัน" ไม่อยากบอกหรอกว่า คิดแบบนี้อ่ะ มานานแล้ว แต่เพราะ ไม่กล้าพอที่จะออกนอกกรอบ เลยทำให้ตัวเอง
จมอยู่กับที่ เดิมๆ ชีวิตเดิมๆ รูปแบบเดิมๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร แล้วสุดท้าย เราก็ย่ำอยู่ความจริงเดิมๆที่ว่า
"มึงก็แค่คน ดาดๆ เท่านั้นแหละไม่ได้ดี เด่นอะไร" (ดาดๆ >> standard)
แต่มันก็คือฉากละครของชีวิต ฉากนึง ที่มันเป็น เรื่องจริงของเรา นิสัยแย่ๆ ของเรา เราก็รู้นะ ไอ้ที่ทำให้ชาวบ้านเค้าไม่ชอบก็มีเยอะนะ ถึงแม้ว่า ปากเราพูดมากไป หรืออาจจะไปว่าคนอื่น แต่อยากบอกนะ เราไม่เคยคิดร้ายกับใคร.
ของความสุขจากความรักเลย ถ้ายังเป็นแบบนี้อยู่ สงสัยว่าปีนี้ทั้งปีก็คงกินแห้วเหมือนเดิม บางครั้ง ก็อยากมีคนมาคอยห่วงใยเรานะ ไม่สิ แทบจะทุกครั้ง นั่นแหละ คนที่เราชอบก็มีนะ แต่น้องเค้าคงจะไม่สนเราหรอก ก็ทำไงได้ เป็นแค่คน ดาดๆ ไม่มีใครเค้ามาสนใจหรอกกกก......หึหึหึ ปล. อีกหลายๆเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วง ซัมเมอร์ที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ ที่ไม่อาจจะระบายออกมาให้ฟังได้ เพราะเป็นสิ่งที่มีแต่เราเท่านั้นที่ต้องรู้ มันอาจจะเป็นบททดสอบ ของชีวิตละมั้ง ที่เราต้องต้องเจอ ดั่งฟ้าลิขิตให้มาเป็นแบบนี้ ๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘
1월 11일 ทริป เชียงใหม่ ไปคนเดียว ก็เที่ยวสนุกได้ฮ่า สวัสดีปีใหม่ space ของเราและเพื่อนๆ ทุกคน ไม่ได้เข้ามาอัพนานมากกกกกกกกก เพราะไม่รุ้จะอัพเรื่องอะไรดี ไม่ค่อยมีอะไรตื่นเต้นในชีวิตเท่าไหร่
เมื่อวันที่ 4 มกราคม หลังจากไม่ได้ฉลองปีใหม่ ก็เลย หาเรื่องขึ้นไปเที่ยว เชียงใหม่ซะ จุดประสงค์ ก็ จะไปงานแต่งญาติที่เชียงรายนั่นแหละ แต่หาเรื่องเที่ยวก่อน เลยจัดแจงแพ็คกระเป๋า นั่งรถไป หมอชิต2 ขึ้นรถ ตอน 19.30 นั่งปายยยยยย นั่งปายยย แล้วก็ถึงเชียงใหม่ ซะตอน 6.00 น.(โห คนขับ ขับเก่งจริงๆ กะเวลาเป๊ะๆๆๆ) ทริปแรกเลย อุตส่าห์มาถึงเชียงใหม่ทั้งที ก็คือ อยากไป งานราชพฤกษ์ อ่ะแน่นอน มาเองครั้งไป ไปไงละทีนี้ ก็เลยไปถามเจ้าหน้าที่ ที่ Arcade (สะกดถูกมั้ยหว่า.... มันคือท่ารถครับ) สรุปเราก็ได้รถนั่งไป ที่งานแน่นอน เจ้าหน้าที่บอกว่า เนี่ยน้องรีบขึ้นรถเลย ไปถึงก็พอดีๆ 7 โมงเช้า คนกำลังต่อคิวซื้อบัตรเลย เราก็โอเคครับ ไงก็ไม่มีที่ไปอยู่แล้วนิ เราก็นั่งรถไปถึง อีกแระ 07.00 เป๊ะ ไม่ผิดเพี้ยนสักนาที ขับได้ไงวะ อากาศก็เย็นได้ใจมาก ตอนนั้นดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเลยเหอะ.....แต่ไหนอ่ะคนรอซื้อตั๋ว ไปถึงแล้วเจออยู่ 2 คนยืนรอ เลย งง ก็เข้าใจว่า อืมมมม วันนี้วันศุกร์ นักท่องเที่ยวคงมาพรุ่งนี้กันเยอะ แต่ก็นะ ไหนๆก็มาเร็วแล้ว ซื้อตั๋วเร็วหน่อย อย่างน้อยๆ ก็ได้เข้างานชัวร์
จริงๆ หลังจากได้บัตรเข้างานแล้ว ก็ไม่ได้เข้างานหรอก ว่าจะออกมาหาที่พักแถวๆ night plaza ของเชียงใหม่ ไอ้เราก็เปรี้ยว หิ้วกระเป๋า ใบ8 กิโล เดินหาที่พัก หนักก็หนัก สุดท้าย ที่พักก็ไม่ได้ แต่ก็นะ ได้เจอสาวสวย จาก คณะวิศวะ ม.เชียงใหม่ เป็นคนแนะนำทาง ก็ รู้สึกดี(แอบหม้อ ตามเคย 5555) จนแล้วจนรอดก็เลยต้องหิ้วของ กลับขึ้นไปที่งานราชพฤกษ์ เข้างานฝากของแล้วไปเดินเล่นซะ ตอนเที่ยงๆ >เดินเล่นในงานไป เรื่อยๆ บนเนื้อที่ 800 ไร่ โดยใช้ระยะเวลากว่า 4 ชม. ยอมรับจริงๆ เด๋วนี้ นอกจากจะอ้วน แล้วยังแก่อีก เดินแค่นี้เหนื่อยจะแย่ เหอออออ(สงสัยต้อง ออกกำลังกายบ้างละ) ชมดอกไม้นานาพันธุ์ เยอะจริงๆ ครับ แต่ ก็นิดนึง แอบ ผักชี ซะพอสมควร........ มีส่วนที่น่าสนใจอยู่หลายแห่งเหมือนกัน (ไม่อยากบอกแหละว่า สามารถเดินทั่ว แต่ไม่ละเอียด) พวกไม้ที่อยู่ในโดม จำพวก ไม้เมืองหนาว ไม้เขตป่าร้อนชื้น อิอิ แถวๆนั้น อากาศดีครับ ไม่ร้อนเท่าไหร่ ถ้าใครกำลังจะไป แนะนำเลยว่า ให้ไปเดินตอนเย็นๆ นะครับ เดินสัก 3 โมงเย็น แล้ว ช่วง 18.00 จะมีพาเหรดด้วย แล้วก็ม่านน้ำ ในเวลาใกล้เคียงกัน เหอะๆๆ ไม่ได้ดูหรอก รอไม่ไหวครับ ร้อนจนต้องออกจากงาน ตอนราวๆ 4 โมงเย็น แล้วเข้าท่ารถ นั่งรถกลับเชียงราย เหนื่อยซะจนขาเป็นตะคริวเลย แต่ก็ดีครับ อ่อ ลืมบอกไป ค่าตั๋วเข้าชมงาน 200 บาทนะครับ แล้วก็ถ้าใครมีเวลาหลายๆวัน แนะนำว่าให้เข้าไปต่อที่ จังหวัดเชียงรายเลยครับ มีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายเหมือนกัน ที่นึงที่อยากจะแนะนำคือ ดอยตุงครับ ดอกไม้สวยมาก พอๆ หรือเผลอๆ จะมากกว่าที่ ราชพฤกษ์ ซะอีกนะ อืมมม วันนี้มาเขียนน้อย เพราะมีเวลาอยู่กับสถานที่น้อยมาก ต้องรีบๆ ดู อะไรประมาณนั้น เลยเก็บรายละเอียดไม่ค่อยจะได้เท่าไหร่ แถมยังไม่สบายอีกด้วย เดินไป จะเป็นลม 5555 แต่ก็เดิน ไม่มีรูปตัวเองด้วยครับ หรือมีก็แค่รูปสองรูป เพราะตอนนี้หน้าโทรม สิวขึ้นพรึบ เป็นดอกเห็ดเลย ยังไงก็ ดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ จะทำอะไรก็ขอให้ระวังมากๆนะคับ
สวัสดีปีใหม่กับปี 2550 นะครับ มีความสุขกันถ้วนหน้าครับ 7월 25일 ไม่รู้จะเขียนอะไรขอให้องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงอยู่เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทรของพสกนิกรชาวไทย ยิ่งยืนนาน
ความเหนื่อยล้า ความผิดหวัง
ทุกอย่างเกิดขึ้นจากการกระทำของตัวเราทั้งนั้น
ความรัก ความโกรธ
ล้วนแต่เกิดขึ้นโดยตรงที่รู้สึกและจิตใจ
แต่คุณรู้มั้ย ทุกสิ่งเหล้านี้ล้วนมีที่มาและที่ไป
มีบวกก็ต้องมีลบ(+/-) เกิดและดับ
ร้อนและหนาว
ทุกอย่างต่างอยู่คู่กัน เป็นวัฎจักรของชีวิต
องค์ประกอบชีวิต
เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้
โตขึ้นมากับสิ่งแวดล้อมรอบๆกาย
เจริญวัยไปตามอายุ
สิ้นอายุขัยด้วยความตาย
แต่คุณเคยคิดมั้ย ว่า
กว่าจะขึ้นมาเป็นรูปร่าง มีชีวิต มีจิตใจ
กว่าจะผ่านร้อนผ่านหนาว มาได้จนปัจจุบัน
กว่าแม่ของเรานั้น จะอุ้มท้องจนคลอดเราออกมา
กว่าจะมีวันนี้ได้นั้น เพราะแม่ของเรา
ผมรักแม่ครับ
ใกล้จะถึงวันแม่แล้ว ขอใช้ การเขียนวันนี้ แทนการเขียนเนื่องในโอกาสวันแม่เลยละกัน ขอให้แม่ทุกคน บนโลกใบนี้ มีความสุข มากๆๆๆๆๆๆ นะครับ 12 สิงหาคม วันแม่แห่งชาติ 5월 29일 ในที่สุดก็ถึง....ตอนจบ (Finally...The End)เรื่องราวการเดินทางในครั้งนี้ ในที่สุดก็เดินทางมาถึงตอนท้ายของเรื่อง
เคยคิดว่าเวลาเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด บางครั้ง ทำให้เราคิดว่า ช้า บางครั้งก็เร็ว แต่จริงๆ แล้ว ใจของเราตะหาก ที่เป็นตัวแปรของความคิดเหล่านี้ จนวันสุดท้ายของการทำงานที่ดิสนีย์ ยังจำได้อยู่เลยว่า ช่วงทำงานสองอาทิตย์แรก รู้สึกว่า เวลามันช้าๆ เนอะ อีกนานแหละว่าจะกลับ แต่พอมาถึงวีนนี้ วันสุดท้ายที่ได้ทำงานในดิสนีย์ ชีวิตประจำวัน ตลอดช่วง 2 เดือนครึ่งที่นี่ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ จะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว จริงๆ แล้ว2 เดือนครึ่ง มันไมได้นานเลยนะ แต่กับคนที่นี่ กับสถานที่แห่งนี้ ทำให้เรารู้สึกผูกพันธ์พอสมควร คิดแล้วใจมันหวิว (ยิ่งเป็นคนอ่อนไหวง่ายๆอยู่) หลังจากนี้คงต้องกลับไปใช้ชีวิตในโลกของความเป็นจริงของเรา (เรียน) แล้วปล่อยให้โลกของดิสนีย์ The Happiness Place On Earth เดินต่อไป Dreams come true ตามคำพูดของ Walt Disney.
หลังจากที่ทำงาน มา 2 เดือนครึ่ง วันก่อน manager (GINA) มาบอกกับเราว่า จะถ่ายรูปหมู่พวกเรา กลุ่มเด็กไทยที่มาทำงานให้ แล้วจะอัดรูปใด้ฟรี พวกเราเองก็ดีใจมาก แต่หารู้ไม่ ว่าก่อนหน้านั้น พวกเราแอบ ปริ้นฟรีกันมาเยอะแล้ววว ถึงเวลาก็นัดเพื่อนๆ มาถ่ายรูปกัน ยอมรับเลยว่า ฝีมือการถ่ายรูปของ เมเนเจอร์คนนี้ดีมาก รู้สึกได้เลยว่าทุกคนในรูปดูดีกันหมด ความรู้สึกตอนนั้นบอกได้เลยว่า ผูกพันธ์มาก แม้แต่ตัว Gina เอง ยังรู้สึกเลย (มีคนเห็นว่าแอบมีน้ำตา) เราเองก็รู้สึกเหมือนกัน ถึงจะไม่ได้รักในงาน มากนัก แต่ก็ รู้สึกดีๆกับ คนที่อยุ่ที่นี่ หลายๆคน ทำให้เรารู้สึกว่า การมาอยู่ของพวกเรานั้นไม่ใช่มาในฐานะ ลูกจ้าง ที่ถูกจ้างมาเพื่อทำงานอย่างเดียว
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการทำงาน ขอบอกเลยว่า น้ำตาแทบจะหลุดออกมา ได้เจอกับเพื่อนร่วมงานที่อยู่ที่นี่เป็นครั้งสุดท้าย บอกได้เลยว่า แอบเศร้าอย่างมาก พอตกดึก ก็เข้าไปเดินดู สถานที่ที่อยู่มาร่วม มา เจอกันตั้งกะเช้ายันเย็น คุ้มค่าจริงๆ ที่ได้มาทำงาน Disney Land ถึงเงินจะไม่คุ้มก็เหอะ ประสบการณ์ต่างๆ ทีได้รับ ถึงจะเก็บไปใช้ที่บ้านไม่ได้หมด แต่อะไรหลายๆ อย่างก็สอนให้เรารู้จัก ที่จะคิด ที่จะทำ (อย่างน้อยมาอยู่นี่ก็ทำกับข้าวเก่งขึ้นเยอะนะ) ได้เรียนรู้นิสัยของเพื่อนๆ มีทะเลาะกันบ้าง เป้นเรื่องธรรมดา แต่ก็ ผ่านพ้นมาได้
การเดินทางในครั้งนี้ ก็ได้ปิดฉากลงไปแล้ว ประสบการณ์ต่างๆ ทีได้มา รวมถึงมิตรภาพจากพ้องเพื่อนต่างชาติ คงอยู่ในความทรงจำ ไปอีกนาน ฝันไว้สักครึ่งนึง ว่าจะมีโอกาส ได้มาที่นี่อีกครั้ง ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ความฝัน Remember Dreams Come True ขอแค่อย่าละทิ้งความฝัน แล้วพยายามทำมันให้สำเร็จ แค่นั้นก็พอ
ในชีวิตคนทุกคน ย่อมจะมีช่วงชีวิตเลวร้าย ขอใครเพียงสักคน อยู่คอยช่วยเป็นกำลังใจ 4월 25일 นิยามของ.....คนใส่แว่น โดย K.หยุย เครียด วันนี้ตั้งใจมาเขียน ให้อ่านกัน เรื่อง นิยามคนใส่แว่น เพราะพอดีทำงานอยู่แล้วตัวเองก็ใส่แว่นเห็นคนอื่นใส่แว่นเลยคิดอะไรขึ้นมาได้ เป็นนิยามของคนใส่แว่นตากันแดด >>>> รวมขอเรียกว่า แว่นแฟชั่นกันแดด ละกันนะ
ทำงานมา เจอคนใส่แว่นแฟชั่นกันแดดกันเยอะแยะ มากมายหลากหลายรูปแบบ ทั้งสีสันฉูดฉาด ถึงแบบเรียบๆ ใส่เพื่อความเท่ห์ เฉยๆ หรือใส่เพื่อกันแดด เฉยๆ ก็มี บางทีก็เพื่อ ทั้งสองอย่างเลย บางคนใส่แล้ว ดูดี แต่บางคนก็ใส่แล้ว แปลกๆ แต่ทั้งหมดก็เพื่อปกปิด บางสิ่งบางอย่างจากผู้คนรอบข้าง(ตานั่นแหละ) บางที อาจจะโดนต่อยมา ตาเขียวข้าง แล้วก็ใส่แว่นตาปิด นี่ก็ช่วยได้เหมือนกัน หรือ ตาไม่สวยแต่พอใส่แว่น กลับทำให้ราศรีคนสวยจับ เลยก็มี เช่นเดียวกัน
แต่ว่ากันว่า ในอีกนัยนึง ของการใส่แว่นตานั้น คือการปกปิดความรู้สึกของคนคนนั้น บางครั้งบางคราว ความรู้สึกคนเรา แสดงออกมาได้ด้วยทางสายตา ไม่ว่าจะเป็น เหนื่อย เศร้า เหงา ดีใจ สายตาสามารถบอกได้ทุกสิ่ง แม้กระทั่ง คนโกหก หรือคนลามก แต่พอใส่แว่น ความรู้สึกต่างๆ เหล่านั้น ก็จะถูกปกปิดไป เป็นวิธีการ หนึ่ง ในการซ่อนความรู้สึกเท่านั้น
แต่ที่อยากจะบอกคือ ถึงแม้จะปกปิดความรู้สึก เท่าไหน พยายามปกปิดยังไง ก็ไม่สามารถ ปิดความรู้สึกของเราที่ออกมาได้ ทางสีหน้าหรอก เราเองก็เคยลองแล้ว ใส่แว่นตา เพื่อปิดบังความรู้สึก ก็ทำได้แค่ตอนแรกๆ เท่านั้นแหละ หลัง จากนั้น เราจะซ่อนความรู้สึกของเราไม่ได้หรอก เรื่องจริงที่มันเกิดขึ้นกะตัว ตัวเอง ไม่สามารถปิดบังตัวเองได้ อย่าหรอกตัวเอง เลย
|
|||||||||||||||||||||||
|
|